บทที่ 7 ตอนที่ 7
ชายหนุ่มฟังคำพูดของญานิดาแล้วก็รู้สึกขยะแขยงเจ้าหล่อนขึ้นมามากมาย ให้ตายเถอะ นี่หล่อนฉลาดเป็นกรดเลยทีเดียว ขึ้นมาให้กอด แล้วก็แบล็กเมลเอาสิ่งที่ต้องการ
“แล้วเธอต้องการอะไรจากฉัน”
นัยน์ตาคมกล้าที่จ้องมองมาที่หล่อนนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม จนสาวน้อยสะท้อนในอก อยากจะวิ่งหนีลงไปซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่ภาพที่ทิชากรร้องไห้ก็ผุดขึ้นมาเตือนสติ และมโนธรรมก็บังคับให้หล่อนดำเนินแผนการต่อไป
“เพชรนิลจินดา หรือว่าเงินล่ะ แต่ขอบอกไว้ก่อนนะว่า ตำแหน่งเมียตามกฎหมายของฉันไม่ได้มีไว้สำหรับผู้หญิงเกรดต่ำแบบเธอ”
รอยยิ้มหยันค่อยๆ คืบคลานสู่ริมฝีปากบางเฉียบของลูเซียส และนั่นมันก็ทำให้ก้อนไฟร้อนๆ อัดแน่นที่สองแก้มนวลจนแดงก่ำ
“ไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉันไม่อาจเอื้อมถึงเพียงนั้น”
“แล้วเธอต้องการอะไร” หนุ่มหล่อหรี่ตาแคบมองใบหน้างามของสาวน้อยตรงหน้าเขม็ง
ญานิดาสูดลมหายใจเข้าปอดราวกับต้องการเรียกความมั่นใจให้กับตัวเอง ก่อนจะพูดออกมาเสียงดังฟังชัด
“ดิฉันอยากให้ท่านประธานพิจารณาคำสั่งปลดพี่หญิงซะใหม่”
“พี่หญิง คุณทิชากรน่ะหรือ”
ญานิดาพยักหน้ารับช้าๆ
“ใช่ค่ะ พี่หญิงอาจจะผิดที่ไม่ได้ขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่มันก็ไม่น่าจะทำให้เธอถูกไล่ออกได้นะคะ ท่านประธานเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไป”
“ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าด่าฉันสักคำ เธอเป็นใครกันญานิดา”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความเดือดดาลของผู้ชายที่หน้าบูดบึ้งตรงหน้า ทำให้ญานิดารู้สึกตัวว่าพูดวาจาสามหาวออกไป สาวน้อยรีบยกมือขึ้นตบปากตัวเองแรงๆ ก่อนจะเอ่ยขอโทษด้วยความรู้สึกผิด
“ดิฉันขอโทษค่ะ”
“ไม่พอหรอก” น้ำเสียงของลูเซียสนั้นเยือกเย็นจนสาวน้อยขนลุกซู่ เขาก้าวเดินเข้ามาหา ก่อนจะคว้าหมับที่ข้อมือบาง
“จะทำอะไรคะ” เงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตด้วยความตื่นตระหนก
ลูเซียสยิ้มเย็น นัยน์ตาเป็นประกายดุดัน
“ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกน่า แค่จะลงโทษคนปากไม่ดีก็แค่นั้นเอง”
พูดจบร่างอรชรก็ถูกลากให้เดินแกมวิ่งตามร่างสูงใหญ่ของลูเซียสไปทันที มือใหญ่กดให้ประตูลิฟต์เปิดออก ก่อนจะดันร่างงามให้เข้าไปในนั้นพร้อมๆ กับตัวเอง ประตูลิฟต์ถูกปิดสนิทลง ขังญานิดาไว้กับอสูรร้ายแต่หล่อเหลายิ่งกว่าเทพบุตรเพียงลำพังสองคน หัวใจสาวตกตุ้บไปกองที่พื้น ถอยหลังหนีจนแผ่นหลังชิดกับผนังลิฟต์
“อย่านะคะ”
ลูเซียสไม่ตอบแต่ก้าวเข้ามาประชิดตัว สองมือใหญ่ยันกับผนังลิฟต์เอาไว้ กักขังสาวน้อยไว้ในกรงแขนนั้นอย่างแน่นหนา ก่อนที่ใบหน้าหล่อปานเทพบุตรชั้นฟ้าจะก้มต่ำลงมา ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหน้างามจนเลือดสาวในกายร้อนผ่าว
“อย่า...”
ร้องได้แค่นั้นเรียวปากของตัวเองก็ถูกขยี้ด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวอย่างดุดัน ราวกับต้องการแสดงอำนาจที่ตัวเองมีเหนือกว่า หญิงสาวพยายามขัดขืน แต่ก็ถูกเขาประกบปากแน่น ปลายลิ้นแกร่งอุ่นชื้นไล้เลียกลีบปากสาวของหล่อนแผ่วเบา ขณะที่มือใหญ่ข้างหนึ่งรั้งเอวคอดให้แนบแน่นกับร่างกายกำยำยิ่งขึ้น
ไฟร้อนๆ ลุกไหม้อยู่ในอก แรงดึงดูดบางอย่างทำให้เรี่ยวแรงของญานิดาเหือดหายไปมากกว่าที่ควรจะเป็น พยายามต่อต้านแต่ทุกอย่างก็ไร้ผล จนหญิงสาวต้องยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงระเริงไปกับจูบที่เอาแต่ใจและต้องการเอาชนะของลูเซียสอย่างไม่มีทางเลือก
และเมื่อหนำใจแล้ว ร่างใหญ่โตที่แข็งยิ่งกว่าแผ่นศิลาก็ผละออกห่าง ปล่อยให้หล่อนยืนระทดระทวยอยู่กับผนังลิฟต์ในสภาพน่าเวทนา ผมเผ้ายุ่งเหยิง เรียวปากแดงช้ำเพราะฤทธิ์จุมพิตเอาแต่ใจของผู้ชายหล่อระเบิดตรงหน้า
“จูบในลิฟต์ก็ตื่นเต้นดีไปอีกแบบหนึ่งนะ เอาล่ะ ฉันจะทำตามที่เธอขอก็แล้วกัน เพื่อเป็นการตอบแทนจูบของเธอ ถึงแม้ว่ามันจะไม่เป็นสับปะรดเลยก็ตาม” พอพ่อเจ้าประคุณผละออกห่างได้ก็โจมตีหล่อนด้วยคำพูดเหยียดหยามทันที
ญานิดาเม้มปากอิ่มชอกช้ำของตัวเองแน่น แม้ร่างกายจะยังรุ่มร้อนไม่หยุด แต่ก็จำต้องข่มมันเอาไว้สุดกำลัง ขณะช้อนตาขึ้นมองผู้ชายตรงหน้าด้วยความอับอาย ยกมือทั้งสองข้างกอดอกของตัวเองเอาไว้แน่น ราวความเปราะบางถล่มยับอยู่ในอก
‘เธอช่างอ่อนแอเหลือเกินเพียงแค่สบตากับผู้ชายคนนี้’
“ทิชากรจะยังทำงานที่นี่ต่อไป”
ประตูลิฟต์เปิดออกทันทีราวกับรู้หน้าที่ ก่อนที่พ่อคนตัวโตจะก้าวยาวๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว ญานิดามองตามไปด้วยความน้อยใจ ทำไมเขาไม่เอ่ยคำว่าขอโทษสักนิด ที่ขโมยจูบแรกของหล่อนไป สาวน้อยถอนใจออกมาหนักๆ ก่อนจะก้าวยาวๆ ออกจากลิฟต์ด้วยท่าทางห่อเหี่ยวหมดเรี่ยวหมดแรง
ลูเซียสก้าวยาวๆ ขึ้นมานั่งในรถลีมูซีนที่จอดรอรับอยู่ ประตูถูกปิดลงอย่างนุ่มนวลด้วยฝีมือของบอดีการ์ดประจำตัว ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ของเมเนนเดซอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรหรือครับพี่ดิม”
ชายหนุ่มยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ถามออกไปด้วยน้ำเสียงไม่ปกตินัก ก็จะให้ปกติได้ยังไงล่ะ ในเมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ ของแม่นั่นยังกรุ่นอยู่ในจมูก รสชาติหวานๆ ยังติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น รู้ทั้งรู้ว่าการเข้าใกล้ผู้หญิงคนนี้คือหายนะ แต่เขาก็ยังเสี่ยงที่จะเข้าไป แล้วเป็นไงล่ะ ดูสิ ร่างกายอึดอัดปวดร้าวแค่ไหน นัยน์ตาคมหรี่มองที่หน้าขาตัวเองด้วยความเดือดดาล ก่อนจะขบกรามแกร่งจนมันแทบแตกระเบิดออกมา
